ในวันที่ตัวเลขนักเรียนที่เข้าถึงห้องเรียนเพิ่มขึ้นทุกปี คำถามที่มักถูกมองข้ามคือ เมื่อเด็กคนหนึ่ง “เข้าถึง” การศึกษาได้แล้ว เขาได้เข้าถึงพื้นที่ปลอดภัยไปพร้อมกันหรือไม่ ต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา เราในฐานะนักเรียนได้มีโอกาสเข้าร่วมงาน GCNT EXPO 2026 เวทีที่รวมคนจากหลายแวดวงมาร่วมขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติทั้ง 17 ข้อ ภายในปี 2030 หนึ่งในประเด็นที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือการศึกษาที่มีคุณภาพและเท่าเทียม แต่สิ่งที่เรานั่งฟังอยู่ในฐานะผู้ที่ยังอยู่ในระบบนี้เอง กลับทำให้เห็นภาพที่ต่างออกไปจากบทสนทนาบนเวที ระหว่างตัวเลขความสำเร็จที่ถูกนำเสนอ กับความเป็นจริงที่นักเรียนอย่างเราเผชิญอยู่ทุกวันในรั้วโรงเรียน ยังมีช่องว่างหนึ่งที่แทบไม่มีใครพูดถึงบนเวทีระดับโลกเหล่านี้
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ยังคงวางน้ำหนักไว้ที่การท่องจำเพื่อสอบมากกว่าการเรียนรู้เพื่อนำไปใช้จริงบ่อยครั้งที่เราสอบเสร็จ แล้วความรู้เหล่านั้นเลือนหายไปราวกับไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น ยกตัวอย่างให้เห็นภาพคือวิชาภาษาไทย อาจารย์มักจะบอกให้จำรายละเอียดในวรรณคดี แล้วนำไปทำข้อสอบ ทั้งที่จริงแล้วเป็นเพียงเรื่องที่ใครบางคนแต่งขึ้นเพื่อความบันเทิงในยุคสมัยก่อนเท่านั้น หรือจะเป็นวิชาคณิตศาสตร์ แน่นอนว่าเราทุกคนต้องใช้ในชีวิตประจำวัน แต่นั่นเป็นเพียงขั้นพื้นฐานเท่านั้น ในขณะที่หลักสูตรบังคับให้เราต้องเรียนเนื้อหาอันลึกล้ำไปไกลเกินกว่าที่จะได้นำมาใช้ แต่ในอีกมุมหนึ่ง มักมีคนบอกว่า “คณิตศาสตร์ช่วยฝึกระบวนการคิดให้เป็นลำดับขั้นตอน” ซึ่งจริงและผมเห็นด้วยอย่างมาก หากผู้เรียนได้ฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งในทางปฏิบัติมีนักเรียนจำนวนไม่มากนักที่ทำเช่นนั้นได้จริง

ผลการประเมิน PISA 2025 สะท้อนช่องว่างนี้อย่างตรงไปตรงมา นักเรียนไทยมีคะแนนเฉลี่ยด้านวิทยาศาสตร์ 432 คะแนน คณิตศาสตร์ 407 คะแนน การอ่าน 392 คะแนน และการแก้ปัญหาเชิงคำนวณ 476 คะแนน ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศ OECD ในทุกด้าน ทั้งที่ไทยติดอันดับหนึ่งของโลกในเรื่องจำนวนชั่วโมงเรียนต่อวันที่ 9.5 ชั่วโมง ความขัดแย้งระหว่างเวลาที่ใช้กับผลลัพธ์ที่ได้ ชี้ให้เห็นว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ปริมาณการเรียน แต่อยู่ที่ระบบยังไม่ได้ฝึกให้ผู้เรียนคิดและปรับใช้ความรู้กับชีวิตจริง คำถามที่ตามมาจึงไม่ใช่แค่ “เรียนอะไร” แต่คือ ระบบการศึกษาควรเปิดพื้นที่ให้ผู้เรียนได้เลือกตามความสนใจของตนเอง เพื่อนำไปต่อยอดในอนาคตได้มากน้อยเพียงใด

ปัญหาของการศึกษาไทยไม่ได้หยุดแค่ภาควิชาการและวิชาชีพเท่านั้น จากการเก็บข้อมูลเรื่องประสบการณ์ถูกกลั่นแกล้งจากเยาวชน อายุ 7-25 ปี โดยกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ชี้ให้เห็นถึงปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของสังคมภายใน การบูลลี่ เหยียด ที่ไม่ได้เป็นรูปธรรมเหมือนกับเนื้อหาในหนังสือเรียน ทำให้ถูกมองข้ามและถูกปล่อยปะละเลยได้ง่าย อีกทั้งบ่อยครั้ง คุณครูและผู้ปกครองอาจไม่รู้วิธีช่วยเหลือเด็ก นำไปสู่เหตุการณ์การใช้ความรุนแรงในโรงเรียนได้
ทุกคนคงจะเคยเจอคนหลายแบบในสมัยเรียน มีทั้งอินโทรเวิร์ต เอ็กโทรเวิร์ต เนิร์ด นักกีฬา นักดนตรี นักกิจกรรม และอื่นๆอีกมากมาย แต่มันก็มักจะมีคนบางกลุ่มหรือบางคน ที่ชอบอะไรที่ไม่เหมือนคนอื่น หรือมีพฤติกรรมแปลกๆ จนคนรอบตัวสงสัยว่า “ไอนี่มันป่วยเป็นโรคอะไรหรือเปล่า?” หรือที่หนักกว่านั้น เขาอาจจะแค่มีลักษณะภายนอกที่แตกต่างจากคนอื่น เช่น รูปลักษณ์ภายนอก สำเนียง ฐานะ เชื้อชาติ และเมื่อถูกสังคมมองว่าแตกต่างแล้ว ก็เป็นธรรมดาที่จะเริ่มถูกปฏิบัติต่างออกไป เริ่มถูกนินทาจากคนหมู่มาก สร้างข่าวลือแปลก ๆ กีดกันไม่ให้เข้าสังคม หรือหนักกว่านั้นเลยก็คือการบูลลี่ด้วย คำพูด ร่างกาย หรือ สิ่งของต่างๆ ซึ่งการที่ได้รับการปฏิบัติเช่นนี้ส่งผลต่อสุขภาพจิตในระยะยาว ทำให้บุคคลนั้นเริ่มเปลี่ยนความคิดและทัศนคติต่อตนเองและโลกภายนอก คิดว่าตนเองดีไม่พอ หมดความมั่นใจในตนเอง โกรธและเกลียดทุกคน เก็บกดอารมณ์ความรู้สึก เริ่มมีความแค้นและอยากเอาคืน และเมื่อถูกกระทำเช่นนี้ไปเป็นเวลานาน ก็อาจกลายเป็นความเชื่อฝังใจซึ่งยากที่จะถอดถอนได้ สุดท้ายเมื่อไม่ได้รับความช่วยเหลืออย่างเหมาะสม อาจนำไปสู่การฆ่าตัวตาย หรือเหตุการณ์การใช้ความรุนแรงในโรงเรียน พรากชีวิตและทรัพย์สินนับไม่ถ้วน ดั่งที่เคยเห็นในข่าวเป็นระยะๆ

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยอื่นๆที่ส่งผลให้เกิดการบูลลี่ในโรงเรียนได้ เช่น ระบบทำงานกลุ่มในห้องเรียน ซึ่งแม้จะมีเจตนาให้นักเรียนเรียนรู้ที่จะทำงานร่วมกับคนหลายรูปแบบ ส่งเสริมมิตรภาพระหว่างสมาชิกทุกคนในห้องเรียน แต่ก็อาจทำให้ปัญหาการแบ่งแยกเด่นชัดกว่าเดิม เช่น สมาชิกส่วนมากมีการจับกลุ่มกันมาตั้งแต่แรกแลัว เมื่อมีการทำงานกลุ่มจึงใช้กลุ่มเพื่อนที่สนิทกันไปโดยปริยาย บ่อยครั้งยังมีการจับกลุ่มโดยทำผิดข้อตกลงเรื่องจำนวนสมาชิกกลุ่มของครู เพื่อให้ตนเองได้ไปอยู่กลุ่มเดียวกับเพื่อนที่สนิท
สุดท้ายแล้วคนที่ไม่มีเพื่อนหรือไม่สนิทกับคนอื่นๆเท่าใครเขา ก็จะถูกทิ้งให้ไม่มีที่ไปอยู่ดี อย่างผมเองก็เป็นหนึ่งในคนกลุ่มนั้น ที่มักจะไม่มีกลุ่มตอนทำงาน และเพื่อนอีกสองถึงสามคนที่มักร่วมชะตาเดียวกันเสมอ มาถึงตรงนี้แล้วหลายคนอาจจะคิดว่า ทำไมไม่ใช้ระบบสุ่มกลุ่มไปเลยให้สิ้นเรื่อง เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งจากประสบการณ์ตรงของผม ต้องบอกว่าเคยมีการใช้ระบบสุ่มกลุ่มแล้ว แต่ผลลัพธ์ที่ออกมาคือ ยังมีคนบางกลุ่มไม่ช่วยงานกลุ่มของตนเอง และกลับไปหาเพื่อนสนิทที่อยู่คนละกลุ่มอยู่ดี วิธีนี้จึงไม่สามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ทั้งหมด
จากที่กล่าวมาทั้งหมด ผมมองว่าปัญหาเรื่องคุณภาพการศึกษา เป็นสิ่งที่ต้องร่วมด้วยช่วยกัน ไม่ใช่เพียงแค่แก้ไขหลักสูตรให้เท่าทันโลกสมัยใหม่มากขึ้นเท่านั้น แต่ยังต้องปรับวัฒนธรรมการเรียน เปลี่ยนจากการท่องจำและดูตัวอย่าง ไปเป็นการลงมือทำ ลองผิดลองถูก และเรียนรู้ไปตลอดทาง เพื่อให้ทุกคนได้ฝึกกระบวนการคิดเป็นระบบอย่างแท้จริง ตาม SDG ข้อ 4 Quality Education
ในส่วนความคิดเห็นของผมนั้น ความไม่เท่าเทียมทางสังคมคงจะไม่มีวันหมดไป แต่สิ่งสำคัญคือ วิธีที่เราจะอยู่ร่วมกับมันและรับมืออย่างเหมาะสม รวมไปถึงช่วยเหลือสังคมโดยการไม่ทำพฤติกรรมอันไม่เหมาะสม และช่วยตักเตือนและช่วยเหลือบุคคลรอบตัวตามที่เห็นสมควร ในส่วนของมาตรการรับมือและป้องกันของโรงเรียนเอง ควรใช้วิธีที่ทันสมัยและแก้ปัญหาได้จริง
สิ่งที่ผมคิดว่าสำคัญมากอีกสิ่งหนึ่งเลย ก็คือการมีคนที่เข้าใจกันรอบตัว ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว เพื่อน หรือว่าคุณครู เพราะสุดท้ายมนุษย์เราก็เป็นสัตว์สังคม ไม่สามารถใช้ชีวิตตามลำพังได้ การมีความสัมพันธ์ที่ปลอดภัยและใส่ใจต่อกันจึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ และเป็นสิ่งที่ทุกคนสมควรได้รับ เพื่อให้ได้รู้ว่าเราไม่ได้ตัวคนเดียว แล้วทุกคนล่ะครับ อ่านบทความมาถึงตรงนี้กันแล้ว มีความคิดเห็นต่อการแก้ไขหรือบรรเทาปัญหานี้อย่างไร
เพื่อสร้างสังคมที่เป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน ลดความเหลื่อมล้ำ ตามแนวทางเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน SDG ข้อที่ 10 Reduced Inequalities
ผู้เขียน
- ทีม Viewpro22
- รัฏฐ์ วัฒนปฤดา, เตรียมอุดมศึกษา
- น่านน้ำ เตชะอำนวยวิทย์, สาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร (ฝ่ายมัธยม)